พฤติกรรมคดโกง ไม่ซื่อตรง ส่อไปในทางทุจริต ไม่น่าไว้วางใจ นายจ้างเลิกจ้างได้
อ่านหัวข้อแล้วก็เหมือนว่ายังไม่ผิดชัดแจ้ง แค่ “ส่อ” “ไม่น่าไว้ใจ” ซึ่งปกติการจะลงโทษใครต้องผิดชัดแจ้ง จะแค่สงสัยหรือมีพฤติการณ์ทำนองแค่สงสัยไม่ได้
เคยมีคดีของรัฐวิสาหกิจจที่นายจ้างปลดลูกจ้างออกจากงาน เพราะนายจ้างเห็นว่าการที่ลูกจ้างทำรายงานขออนุญาตนำรถส่วนกลางของนายจ้างไปใช้ในกิจการของนายจ้างไปใช้ในธุรกิจส่วนตัวของลูกจ้าง โดยไม่ได้นำไปใช้ในกิจการของนายจ้าง
นอกจากนั้นลูกจ้างยังมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการที่ทรัพย์สินของนายจ้างสูญหาย การกระทำของลูกจ้างลักษณะคดโกง ไม่ซื่อตรง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ไม่น่าไว้วางใจนายจ้างปลอดออกตามข้อบังคับได้
คดีนี้นายจ้างกำหนดว่าหากถูกปลอดออกจากงานจะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและประโยชน์ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานองค์การเภสัชกรรมด้วย
ข้อสังเกต
1) นายจ้างอาจนำเอาคำว่า “ลักษณะคดโกง ไม่ซื่อตรง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ไม่น่าไว้วางใจ” ไปใส่ในข้อบังคับในการทำงานได้
2) คำว่า “ลักษณะคดโกง ไม่ซื่อตรง มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ไม่น่าไว้วางใจ” นั้นไม่จำเป็นว่าต้องปรากฎชัดแจ้งว่าลูกจ้างได้ร่วมกระทำผิดด้วย แค่มีพฤติการณ์น่าสงสัยก็เลิกจ้างได้
อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์อันน่าสงสัยควรมีพยานหลักฐานประกอบ เช่น มีภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าลูกจ้างไปปรากฎอยู่ในบริเวณที่คนอื่นเข้าไปลักทรัพย์ หรือลูกจ้างเป็น รปภ. แต่ปล่อยให้มีการลักทรัพย์ แม้ไม่ได้ร่วมลักทรัพย์แต่ก็มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยให้มีการลักทรัพย์ได้บ่อย เช่นนี้ นายจ้างก็อาจเลิกจ้างได้แล้ว
ที่มา : คำพิพากษาฎีกาที่ 1930/2557



